Top
"สูตรลดความอ้วน อย่างมีประสิทธิภาพ"
   2 ก.ค. 2557 04:15 น.       เปิดอ่าน 1786       แสดงความคิดเห็น   

 

     อยากลดความอ้วน อยากหุ่นดี แต่ทำไมไม่เคยได้อย่างที่ต้องการ 

อดอาหารก็แล้ว กินยาลดก็แล้ว ก็กลับมาเหมือนเดิม คราวนี้เรามาเริ่มต้นกันใหม่ 

    ใช้เครื่องมือที่ Never-Age แนะนำให้ ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องอดอาหาร แต่ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างมีวินัย ค่อยเป็นค่อยไป ได้สวยหุ่นดีสมใจ
เราลองมาดูโดยสมมุติว่าหญิงสาว คุณก้อยอายุ 30 ปี
น้ำหนัก 60 กิโลกรัม
ส่วนสูง 160 ซม.
ต้องการลดน้ำหนักเหลือ 50 กิโลกรัม
วางแผนออกกำลังกายวิ่ง หรือว่ายน้ำ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที
คุณก้อยเพียงแต่เลือกใช้เครื่องมือต่อไปนี้ ที่คุณทุกคนสามารถใช้ได้จากWebsite แห่งนี้ได้เช่นกัน

 

ขั้นตอนที่ 1 คำนวณหามวลร่างกาย Body Mass Index (BMI)

    สูตร BMI คือ น้ำหนัก (กก.)หารด้วยส่วนสูง(เมตร)ยกกำลังสอง
ฉะนั้น BMI คุณก้อยคือ 60 หารด้วย (1.7X1.7) = 20.76
     ตัวเลขดัชนีBMI บอกว่าร่างกายเราอยู่ในเกณฑ์สมส่วนหรือไม่ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดถึงไขมันในร่างกาย ค่าBMI ที่ต่ำกว่า 25 แสดงถึงสุขภาพที่ดี ส่วน ค่า 25-29 แสดงว่าเริ่มอ้วน ส่วนเกิน ค่า 30 ขึ้นไปอยู่เกณฑ์อ้วน ลองคำนวณ BMI ของคุณคลิกที่นี่

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดน้ำหนักเป้าหมายที่ต้องการ

    ผลการวิจัยที่สรุปมาตรงกันพบว่า การลดน้ำหนักอย่างช้า ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากจะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังมีข้อยืนยันว่าน้ำหนักที่ลดลงจะไม่กลับมาเพิ่มขึ้นอีก
     แต่การลดอย่างรวดเร็วและทีละมาก ๆ จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และอาจทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    เช่น ตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักลง 10 กิโลกรัม ในระยะเวลา 10 สัปดาห์หรือสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม จะเป็นการลดลงเร็วเกินไป แต่ถ้าเหมาะสมควรใช้เวลาประมาณ 20 สัปดาห์ หรือ 5 เดือน น่าจะมีประสิทธิภาพที่ดี เท่ากับว่าคุณก้อยจะลดน้ำหนักสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ตามแผนที่จะวางไว้

ขั้นตอนที่ 3 วางแผนออกกำลังกาย

         ขั้นตอนนี้มักเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เพราะขี้เกียจ แต่ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก เราแนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ อย่างน้อยควรจะทำให้ได้ อาทิตย์ละ  3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที

         เพราะการออกกำลังกายจะไปเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ลดส่วนเกินออกไปและช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อขึ้นทดแทนไขมัน การมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นร่างกายก็จะเพิ่มการเผาผลาญดีขึ้นเช่นกัน
     ตัวอย่างเช่น คุณก้อย จ๊อกกิ้ง หรือว่ายน้ำครั้งละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง รวมคุณก้อยจะเผาผลาญได้ถึงสัปดาห์ละ 630 กิโลแคลอรี่ การออกกำลังกายแต่ละชนิดหนักเบาไม่เท่ากัน บางชนิดเผาผลาญได้ดี บางอย่างใช้เวลนานแต่เผาผลาญน้อยลองคำนวณพลังงานที่คุณออกกำลังกาย (Calorie Burn) คลิกที่นี่

เลือกชนิดให้ถูกใจและดูว่าเผาได้เยอะเท่าทีเราต้องการหรือไม่

ขั้นตอนที่ 4 คำนวณพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการ (BMR, Basal Metabolic Rate)

     BMR เป็นการคำนวณพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายเราต้องการในแต่ละวัน เป็นพลังงานที่เพียงพอจะใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน แตกต่างกันไป ตามเพศ อายุ น้ำหนักตัว และความกระฉับกระเฉงของแต่ละคน ลองคำนวณดู BMR ของคุณคลิกที่นี่ 
     จากการคำนวณคุณก้อยจะมี BMR เท่ากับ 1,895 กิโลแคลอรี่ (ซึ่งสันนิษฐานว่าคุณก้อยออกกำลังกายบ้างอยู่แล้ว

ขั้นตอนที่ 5 คำนวณพลังงานที่ต้องการทั้งหมด

     เรารู้พลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการแล้ว คือ BMR และรู้ว่าจะเพิ่มการออกกำลังกายอีก 3 ครั้งต่ออาทิตย์ เรานำเอาพลังงานที่ใช้ออกกำลังกายทั้งอาทิตย์มาหารด้วย 7 เท่ากับพลังงานที่ใช้ต่อวัน มาบวกรวมเข้ากับ BMR

     เช่น คุณก้อย BMR = 1,895 รวมกับ 90 (630 กิโลแคลอรี่หาร 7 วัน) เท่ากับคุณก้อยจะต้องได้พลังงาน 1,985 กิโลแคลอรี่ต่อวัน

     ถ้าคุณก้อยต้องการน้ำหนักเท่าเดิม เธอก็รับประทานอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ต่อวันในจำนวนเท่านี้ แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนัก คุณก้อยต้องทานน้อยกว่านี้

ขั้นตอนที่ 6 แผนปฏิบัติการลดน้ำหนัก

     ขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้แผนการบรรลุผลหรือไม่ หลายคนไม่เข้าใจหลักการ การลดน้ำหนักแบบสะเปะสะปะก็ไม่เคยได้ผลดังใจ

     สิ่งแรกที่เราต้องรู้ก่อน หากเราจะลดน้ำหนักลง 1 กิโลกรัม เท่ากับ ไขมันในร่างกายจำนวน 3,200 กิโลแคลอรี่ ถ้าเราต้องการลดน้ำหนักอาทิตย์ละ 1 กิโลกรัม เท่ากับต้องกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการอาทิตย์ละ 3,200 หรือวันละ 457 กิโลแคลอรี่ (เท่ากับข้าวราดแกงหนึ่งจาน) หรือถ้าต้องการลดอาทิตย์ละครึ่งกิโลกรัมก็ต้องกินน้อยลงวันละ 228 กิโลแคลอรี่ (เท่ากับขนมจีนหนึ่งจาน หรือโอวัลตินเย็นหนึ่งแก้ว)

     ตัวอย่างคุณก้อย เธอต้องกิน 1,985 ต่อวัน หากต้องการลดน้ำหนักลงอาทิตย์ละครึ่งกิโลกรัมเท่ากับ 1,985 – 228 = 1,757 กิโลแคลอรี่ต่อวัน

ขั้นตอนที่ 7 กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน

     ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักให้ข้อแนะนำว่าเมื่อได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว เพื่อให้การดำเนินชีวิตไม่ต้องเคร่งเครียดกับตัวเลขหรือเมนูอาหารมากเกินไป  เราสามารถกำหนดเป็นเพดานขั้นสูงที่ไม่ควรกินเกินและเพดานขั้นต่ำที่ไม่ทำร้ายระบบของการเผาผลาญในร่างกาย ไม่ใช่ว่าอยากลดมาก ลดเร็วก็กินน้อยมากกว่าที่คำนวณได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

พลังงานที่แนะนำ ลบด้วย 250 กิโลแคลอรี่ หรือบวกด้วย 100 กิโลแคลอรี่
     ตัวอย่างเช่น คุณก้อย ได้ตัวเลขที่ 1,757 กิโลแคลอรี่ คุณก้อยไม่ควรกินต่ำเกินไปกว่า 1,757 – 250 = 1,507 กิโลแคลอรี่ ส่วนบางวันจะกินเกินไปบ้างก็ต้องไม่มากกว่า 1,757 + 100 = 1,857 

ถ้าทำได้อยู่ในช่วงนี้คุณก้อยก็จะสามารถลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการในอัตราอาทิตย์ละครึ่งกิโลกรัม

ขั้นตอนที่ 8 ตกแต่งตัวเลขให้ง่าย

     ตัวเลขที่ซับซ้อนยุ่งยากอาจทำให้หลายคนหมดความตั้งใจเสียก่อน เพื่อไม่ต้องเคร่งครัดกับตัวเลขที่มีรายละเอียดมาก เรามาทำให้มันเป็นตัวเลขกลม ๆ  เพื่อจะได้ง่ายต่อชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ

     เช่น คุณก้อย ตัวเลข ขั้นต่ำ 1,507 ก็ปัดเป็น 1,500 ตัวเลขขั้นสูงที่ไม่ควรเกินจาก 1,857 ก็ปัดเป็น 1,850 กิโลแคลอรี่ 

     สรุปว่าคุณก้อย รับประทานอาหารให้ได้อยู่ในช่วง 1,500 – 1,850 กิโลแคลอรี่ และมีการออกกำลังกายสม่ำเสมออาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที คุณก้อยจะลดน้ำหนักได้ถึง 10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 5 เดือน โดยไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องกินยาลดความอ้วน และมีสุขภาพดี หุ่นดี อย่างที่ต้องการ

     รูปแบบขั้นตอนนี้คุณสามารถนำไปปรับใช้กับตนเองได้ โดยสามารถเลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพียงแต่กรอกข้อมูลส่วนตัวของคุณ แล้วคำนวณตามตัวอย่างข้างบน และหุ่นดีที่คุณปรารถนาจะเป็นของคุณได้อย่างแน่นอน

 

เพิ่มเติมอีกนิดกับทริคเล็ก ๆ ด้วย 5 อาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างใจ

และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ never-age ใน Facebook ของเราได้ที่ 

 

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
ความคิดเห็น

ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
โปรแกรมคำนวณ
© 2008 NEVER-AGE.COM ALL RIGHTS RESERVED.