Top
"แนะเคล็ดลับเพิ่มความสุข แบบ DIY"
   24 ม.ค. 2558 07:00 น.       เปิดอ่าน 1349       แสดงความคิดเห็น   

 

ก่อนที่เดือนแรกของปีจะเคลื่อนผ่านไป ดิฉันมีมุมดีๆ สำหรับท่านที่อยากให้ปีนี้เป็นปีที่มีความสุข โดย วิธีเพิ่มความสุข แบบ DIY

 

          ฟ้าใหม่ในเดือนมกราคม มาให้เราชื่นชมไปกว่าครึ่งเดือนแล้วค่ะ สำหรับมืออาชีพส่วนใหญ่ในที่ทำงาน ชีวิตกลับไปคลับคล้ายคลับคลากับเดือนอื่นๆ ทั้งปี ที่มีทั้งไหลลื่น ทั้งชื่นมื่น ทั้งติดขัด ทั้งอึดอัดใจ ไม่สนุกก่อนที่เดือนแรกของปีจะเคลื่อนผ่านไป ดิฉันมีมุมดีๆ ที่น่าสนใจ สำหรับท่านที่อยากให้ปีนี้เป็นปีที่มีความสุข ดังที่ทุกคนกระหน่ำพร่ำอวยพรให้กันไปหมาดๆ

          วิธีเพิ่มความสุข แบบ DIY ให้ทดลองทำเองได้ง่ายๆ มีดังนี้ค่ะ

          1.ฝึกนึกถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตให้บ่อยขึ้น

          นักจิตวิทยาและนักวิจัยจากหลายหลากค่าย อาทิ อาจารย์ Laura Carstensen แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ฟันธงตรงกันว่า คนที่มี gratitude หรือ ตระหนักรู้ว่ามีสิ่งดีๆ ในชีวิต ซาบซึ้ง กตัญญู รู้และสำนึกถึงบุญคุณที่ได้จากคน หรือสรรพสิ่งรอบกาย เป็นผู้ที่มีความสุขในการดำรงชีวิตกว่าคนที่มีตาไว้หาเรื่อง มีหูไว้กรองฟังข่าวร้าย อะไรดีๆ กลับมองข้ามไป เพราะมองโลกในแง่เน่าจนชินประเด็นนี้เราไม่แปลกใจ แต่ที่อยากรู้กว่า น่าจะเป็นว่าทำอย่างไร จึงจะมี gratitude มากขึ้นได้ อาจารย์ Martin Seligman นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania มีวิธีแสนง่ายแต่ทรงพลัง ให้ตัวเราสั่งใจให้ปลื้มได้ ไม่ยาก

          วิธีการคือ

          หาสมุดกับปากกาไว้ใกล้เตียง ก่อนเข้านอน ใช้เวลาสัก 10 นาที จดสิ่งดีๆ ที่เกิดในช่วงวัน 3 เรื่อง แถมด้วยเหตุผลว่าเพราะอะไร จึงเกิดเหตุการณ์นั้นๆ เช่น วันนี้ พบเพื่อนเก่าๆ เพราะไปงานเลี้ยงรุ่น ที่สนุกมากเพราะได้นั่งคุยกันถึงตอนวัยเยาว์ วัยรุ่น วัยวุ่นลองทำต่อเนื่องสัก 7 วัน อาจารย์บอกว่าจะติดใจ

          อนึ่ง การบันทึกด้วยว่า สิ่งดีๆ นี้มีสาเหตุมาจากอะไร จะช่วยให้เราวางแผนเพิ่มสิ่งดีๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น เช่น หาเวลาพบเพื่อนเก่ามากขึ้น เป็นต้น น่าเสียดายว่า คนจำนวนไม่น้อย มักทำในสิ่งตรงกันข้าม วันนี้มีใครทำให้โกรธ ก็เก็บไปแค้น ไปคิด จิตไม่เคยละ ข้ามวัน ข้ามเดือน บางทีข้ามปี ก็ยังมีถ่านร้อนในใจ ไม่ยอมให้ดับ แถมกลัวไฟในใจมอด จึงหมั่นเติมเชื้อเสมอ เผื่อเผลอลืมโกรธ

          2.ทดลองจินตนาการว่า เหตุการณ์หรือสิ่งดีๆ ที่เรามีเราได้ อันตรธานหายไปจากชีวิต

          อีกวิธีที่น่าสนใจ ต่อเนื่องจากข้อ 1 เป็นผลจากผลการวิจัยด้านจิตวิทยา ของมหาวิทยาลัย Verginia สหรัฐอเมริกา ทีมวิจัยให้กลุ่มคนคิดถึงเรื่องราวดีๆ ในชีวิต 2 รูปแบบ

          a. ระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่มี เช่น มีงานที่มั่นคง มีสุขภาพที่ดี มีคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่อบอุ่น มีสามีที่ดูแลเอาใจใส่

          b. จินตนาการว่า สิ่งดีๆ ที่มี หายไปจากชีวิต เช่น ไม่ได้ทำงานที่นี่ เพราะตอนสมัครมีคู่แข่งที่โดดเด่นกว่า ไม่ได้เข้าชมรมปั่นจักรยาน เลยไม่ได้มีโอกาสพบสามีผู้เป็นที่รัก ผลปรากฏว่า กลุ่ม b มีความรู้สึกดีๆ มีความสุข “ฟิน” ในสิ่งที่มี สูงกว่าคนกลุ่ม a เสียอีก ผลการวิจัย ใกล้กับวลีที่เราคนไทยคุ้นเคย “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” สรุปว่า เราจินตนาการเอาได้ อย่ารอให้เห็นโลงศพเลย เร่งรู้คุณ และเห็นความดีความงามของสิ่งที่มี เพราะ ไม่มีสิ่งใดจีรัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ เมื่อถึงเวลา ก็จะลาดับไป

          3.ตระหนักว่าอะไรคือฝันของเรา

          “When you’re born, you’re born with 30,000 days” วาทะของ Sir Ray Avery นักคิดนักเขียนผู้มีชื่อเสียง เตือนใจผู้อ่านว่า ตอนเราเกิด เรามี 30,000 วันส่วนใหญ่ เรามีแค่นั้น..หรือน้อยกว่าจริงๆ ครับ วันนี้ ลองคำนวณว่า จาก 30,000 วัน หรือ ประมาณ 4286 สัปดาห์ เรามีเวลาเหลือเท่าไร แล้วเริ่มวางแผนย้อนกลับว่า จากเวลาที่เหลือ จะทำอะไรในชีวิตดี ที่จะทำให้การเกิดมาครั้งนี้มีค่า ได้ทำในสิ่งที่หวัง ที่ตั้งใจ ไม่รอเรื่อยไป เสมือนชีวิตนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด

          Steve Jobs ตำนานต้นแบบนักธุรกิจผู้ไม่เคยหยุดคิด สอนนักศึกษาจบใหม่ของมหาวิทยาลัย Stanford ในสุนทรพจน์ที่โด่งดังของเขา โดยเล่าให้นักศึกษาฟังว่า ก่อนหน้านี้ แพทย์พบว่า เขาเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน และบอกเขาว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นานนัก มรณานุสติ การตระหนักว่าความตายใกล้เข้ามา ถือเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญยิ่ง “ทุกเช้าผมจะมองกระจกและถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย ผมยังอยากทำสิ่งที่ผมจะทำวันนี้หรือไม่”

          Candy Chang นักออกแบบและศิลปินหญิง ชาวอเมริกัน ผู้ได้รับรางวัลมากมาย อาทิ Live Your Best Life Hero - ผู้อยู่อย่างมีคุณค่า จากนิตยสารดัง Oprah มีโครงการหนึ่ง ชื่อ “ก่อนฉันตาย ฉันอยากจะ___” “Before I die I want to____”หลังจากที่ Candy สูญเสียผู้เป็นที่รัก เธอตัดสินใจสร้างงานศิลปะที่มีชีวิต ชื่อ “Before I die I want to____” โดยทาสีกำแพงตึกหนึ่งในเมือง New Orleans และเขียนประโยคข้างต้น เพื่อให้ผู้คนผลัดเปลี่ยนกันมาเติมข้อความที่ต้องการ เพื่อเตือนตนถึงความหวัง ความตั้งใจ ในชีวิต ปัจจุบัน เพราะความ “แรง” ของความคิดนี้ มีกำแพง “Before I die I want to____” กว่า 550 กำแพง ในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

          ท่านผู้อ่านทดลองเติมคำในช่องว่างไหมคะ “ก่อนฉันตาย ฉันอยากจะ______________”

 

 ที่มา  เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ never-age ใน Facebook ของเราได้ที่ 
 
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
ความคิดเห็น

ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
โปรแกรมคำนวณ
© 2008 NEVER-AGE.COM ALL RIGHTS RESERVED.