Top
"รู้จักโรคจอประสาทตาเสื่อม"
   16 มิ.ย. 2560 18:08 น.       เปิดอ่าน 288       แสดงความคิดเห็น   

ชีวิตมืดมนอับจนหนทางว่าน่ากลัวแล้ว แต่มืดมนเพราะมองไม่เห็นหรือตาบอดน่ากลัวกว่า วันนี้พามารู้จัก ‘โรคจอประสาทตาเสื่อม’ ซึ่งอาการร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น แต่พอมีหนทางป้องกัน

ผศ.นพ.ณวพล กาญจนารัณย์ อาจารย์ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม ประมาณ 20-25 ล้านคน ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และ 8 ล้านคนในจำนวนนี้สูญเสียการมองเห็น เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้อัตราส่วนผู้ป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นอันดับ 4 ของโรคที่เป็นสาเหตุของตาบอดในประชากรโลก ซึ่งอาจจะเป็นสถิติที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก เพราะถือเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน

“ปัจจุบันโรคที่เกี่ยวกับสายตาที่คนไทยเป็นมากที่สุดอันดับ คือ โรคต้อกระจก จากเบาหวานขึ้นจอประสาทตา และต้อหินตามลำดับ แต่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ไทยอาจมีโรคจอประสาทตาเสื่อมขึ้นมาอยู่เป็นอันดับที่ 2-3 แทน”  จักษุแพทย์กล่าว และว่า

สำหรับประเภทของโรคจอประสาทตาเสื่อม มีทั้งแบบแห้งและแบบเปียก

แบบแห้ง จะเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด โดยเกิดจากจุดกลางรับภาพจอประสาทตา ลดน้อยลงหรือเสื่อมสลาย จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ ส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นค่อยๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งหากมีอาการแล้วจะไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นเป็นปกติได้ แต่ก็ถือว่ายังมีความรุนแรงน้อยกว่าโรคต้อกระจกและต้อหิน

และแบบเปียก พบประมาณร้อยละ 15-20 ของโรคจอประสาทตาเสื่อม และมีความรุนแรง เนื่องจากทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดตาบอด แต่ปัจจุบันนอกจากอุบัติการณ์ของโรคนี้จะบ่อยตามอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่นแสงจากคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ช่วยเร่งให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร

สำหรับผู้ที่ต้องการห่างไกลจากโรคดังกล่าว ผศ.นพ.ณวพลแนะนำว่า ควรปฏิบัติตน 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

1.ควรงดสูบบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการเกิดโรค

2.รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ไม่ให้สูงจนเกินไป

3.รับประทานอาหารมีสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีในผักสีเขียวและเหลือง

4.หาอุปกรณ์ป้องกันหากใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน

และ 5.ผู้ที่มีญาติป่วยเป็นโรคนี้ ควรได้รับการคัดกรองโรค เพราะมีรายงานค้นพบว่าโรคนี้อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากพบแนวโน้มการเป็นโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่การรักษา ลดการสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์แล้วยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้

เพราะการตรวจคัดกรองโรคเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้การรักษาทำได้ตั้งแต่เป็นระยะเริ่มแรก และมีประสิทธิผล มธ.จึงคิดค้นแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ‘DeepEye’ ซึ่งเพียงผู้ใช้นำกล้อง ซึ่งมีทั้งกล้องที่เป็นอุปกรณ์การแพทย์ใช้ถ่ายดวงตาเฉพาะ (ราคา 3 แสนบาท) หรือเลนส์เสริมใช้กับสมาร์ทโฟนที่ผู้วิจัยกำลังพัฒนา (ราคาหลักพันบาท) ถ่ายภาพไปยังบริเวณจอตาของตนเอง แล้วนำภาพที่ได้มาประมวลผลผ่านแอพพลิเคชั่นว่าเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ และเป็นประเภทใด มีความแม่นยำถึงร้อยละ 99 แต่เบื้องต้นอยู่ระหว่างพัฒนาและคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 6 เดือนจากนี้

อย่างไรก็ตาม แอพพลิเคชั่นนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกจากงาน International Exhibition of Inventions of Geneva ครั้งที่ 45 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2560

ที่มา มติชนออนไลน์

และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ never-age ใน Facebook ของเราได้ที่ 

และ IG : http://instagram.com/neveragedotcom

 

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
ความคิดเห็น

ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
โปรแกรมคำนวณ
© 2008 NEVER-AGE.COM ALL RIGHTS RESERVED.