Top
"ชาหน้าเสี่ยงโรคสมอง"
   10 มิ.ย. 2562 15:01 น.       เปิดอ่าน 226       แสดงความคิดเห็น   

 

ชาหน้าเสี่ยงโรคสมอง


อาการชา สามารถเกิดได้ทุกส่วนในร่างกาย แม้กระทั่งการชาที่ใบหน้า อาการชาที่ใบหน้านั้น สามารถเกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ เกิดจากพยาธิสภาพที่เส้นประสาทรับความรู้สึก ถ้าเซลล์ประสาทยังไม่ตายจะเป็นอาการปวด แต่ถ้าเซลล์ประสาทตายหรือถูกตัดขาดจะเป็นอาการชา บางรายอาจจะพบอาการคร่อมกันคือทั้งปวดใบหน้าและชาใบหน้าร่วมด้วย

สาเหตุ : สาเหตุของอาการชาที่ใบหน้าสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การอักเสบของเส้นประสาท โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกต่างๆ โรคไตเสื่อม โรคเบาหวาน ขาดวิตามินบี และ บางครั้งก็ไม่ทราบสาเหตุ โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

 

1. เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณใบหน้า โดยจะแบ่งออกเป็น 3 แขนง 
- เส้นประสาทออพตัลมิก (Ophthalmic branch) จะเกิดอาการช่วงหน้าผาก ดวงตา และจมูก 
- เส้นประสาทแมกซิลลารี (Maxillary branch) จะเกิดอาการช่วงแก้มทั้งสองข้าง (สีเหลือง)
- เส้นประสาทแมนดิบุลาร์ (Mandibular branch) จะเกิดอาการช่วงคาง ขากรรไกร ด้านข้างของใบหน้าและใบหูเล็กน้อย (สีส้ม) 


2. เส้นประสาทคู่ที่ 7 (Facial nerve) จะเกิดอาการช่วงลิ้นส่วนหน้าและใบหูชั้นกลาง


3. เส้นประสาทคู่ที่ 9 (Glossopharyngeal nerve) จะเกิดอาการช่วงใบหู หลังโพรงจมูก คอหอย ลิ้น ส่วนหลัง ทอนซิล และกล่องเสียง


4. เส้นประสาทคู่ที่ 10 (Vegas nerve) จะเกิดอาการช่วงใบหูและเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอและหลังกะโหลกศีรษะ (สีม่วงและสีฟ้า)


การวินิจฉัย : อาการชาที่ใบหน้า ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะของอาการ อาการร่วม และการดำเนินโรค ประวัติการรักษาโรคในช่องปากมาก่อนหน้านี้ โรคประจำตัว การสัมผัสกับสารพิษ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายและตรวจหาความผิดปกติทางเส้นประสาททั้งหมด ร่วมกับทำการตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI (magnetic resonance imaging) เพื่อแยกโรคออกจากโรคอื่นๆ ได้ตรงจุดและช่วยให้การวินิจฉัยถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น

 

🔻 การรักษา : จะแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางคือ
1. การรักษาทางยา จะให้ได้ผลดีต้องกระทำโดยเร็วที่สุด ยาที่ใช้จะเป็นในกลุ่มสเตอรอยด์ ยาในกลุ่มวิตามินบีรวม หรือยาที่มีฤทธิ์รักษาเส้นประสาทส่วนปลายด้วย การใช้ยาต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้นเนื่องจากมีผลข้างเคียงค่อนข้างอันตราย ไม่ควรซื้อยาทานเอง 
2. การรักษาทางกายภาพบำบัด ใช้การกระตุ้นไฟฟ้ากล้ามเนื้อใบหน้าที่ การใช้ความร้อนประคบบริเวณใบหน้าที่มีอาการชา การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้า 
3. การรักษาโดยการผ่าตัด การผ่าตัดจะทำกรณีที่มีอาการของโรครุนแรงและไม่หาย ในรายที่เป็นผลมาจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ถูกทำลายหรือฝ่อลีบ เช่น ผ่าตัดแก้ไขหนังตาที่ปิดไม่สนิท การต่อและเลี้ยงเส้นประสาทสมองคู่อื่นเพื่อนำมาใช้ทดแทนเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7


แนะนำว่า หากยังมีอาการชาที่ใบหน้าอยู่เรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจร่างกาย และอาจต้องตรวจเพิ่มเติมอื่น แล้วจึงให้การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5400

 

ขอบคุณโรงพยาบาลเวชธานี

และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ never-age ใน Facebook ของเราได้ที่ 

และ IG : http://instagram.com/neveragedotcom

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
ความคิดเห็น

ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
โปรแกรมคำนวณ
© 2008 NEVER-AGE.COM ALL RIGHTS RESERVED.