Top
"ลดอย่างไร ไม่ให้น้ำหนักกลับมา"
   16 ก.ย. 2556 09:45 น.       เปิดอ่าน 5935       แสดงความคิดเห็น   

 

    คุณกำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก และสถานการณ์ก็ไปได้ดี แต่ทำไม ทั้งที่น้ำหนักก็ลงไปถึงจุดที่น่าพอใจแล้ว แต่พอถึงเวลาหนึ่งมันมักจะกลับมาเป็นอย่างเดิมทุกที...

    น้ำหนัก และ โย โย่ เอ็ฟเฟ็คท์ หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้ และคงเคยสัมผัสด้วยตัวเอง กับปฏิกิริยาที่น้ำหนักกลับมาหลังจากผ่านการลดมาอย่างดีสำหรับบางคน ยังโชคดีที่น้ำหนักแค่กลับมาเท่าเดิม แต่บางคนโชคร้ายกว่า เพราะน้ำหนักกลับมาเพิ่มมากขึ้นเสียอีก และเมื่อพยายามอย่างมากอีกครั้งเพื่อที่จะลดน้ำหนักยอมลดลงดังใจหวังแต่แล้วมันก็กลับมาอีก วนเวียนกันไปไม่รู้จักจบเป็นวงจรที่ทำร้ายความรู้สึกของใครก็ตามที่ต้องการ ลดน้ำหนักอย่างแท้จริง นอกจากนี้อันตรายกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่ที่มีปฏิกิริยา “โย โย่ เอ็ฟเฟ็คท์” มักจะเสี่ยงต่อโรคอันตรายอย่าง โรคหัวใจ เบาหวาน ฯลฯ เพราะเมื่อร่างกายเสียน้ำหนักและได้รับมันกลับมา จะทำให้ประสิทธิภาพในการเก็บกักไขมันมีมากกว่าเดิม ซึ่งนี่เองเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมมันจึงยากนักในการลดน้ำหนักครั้งต่อๆ ไป

    เคล็ดลับสำคัญในการหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ นั่นคือ คุณไม่ควรจะลดน้ำหนัก อย่างรวดเร็วเกินไปก่อนจะเข้าสู่การลดน้ำหนัก ขอให้บอกตัวเองไว้ว่า มันจะเป็นการลดที่ยาวนาน และจริงจัง คุณจะต้องอุทิศตัวเองให้กับการออกกำลังและการรับประทานอาหารดีๆ อย่างไม่เบื่อหน่าย ไม่ใช่คิดแค่ว่า เดี๋ยวน้ำหนักลดก็เลิกได้แล้ว แต่มันควรจะเป็นพฤติกรรมที่คุณจะต้องทำตลอดไป

    หลักสำคัญของการลดน้ำหนักที่ต้องจำคือ ลดเพียงแค่ครึ่งถึง 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ จะเป็นการลดที่คงทนถาวรมากกว่าลดทันทีสัปดาห์ละ 5 กิโลกรัม และข้อห้ามก็คือ อย่าลดน้ำหนักด้วยยาลดความอ้วนเป็นอันขาด เพราะตัวยาเหล่านี้มีฤทธิ์ต่อประสาท ทำให้คุณไม่อยากอาหาร เมื่ออดอาหารได้ ร่างกายก็ซูบผอม แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการอยากอาหารอาจจะมากกว่าเดิม เพื่อรับสารอาหารชดเชยสู่ร่างกาย

 

 

    สำหรับใครก็ตามที่กำลังเครียด และหวาดกลัวต่อปัญหาโย โย่ เอ็ฟเฟ็คท์ เราอยากให้คุณหยุดกังวลได้แล้ว การลดน้ำหนักถาวรไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น ลองเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้คุณดู รับประกันว่าถ้าทำได้หมดทุกข้อ น้ำหนักของคุณจะไม่มีวันกลับมาอีกเลย

 

1.อัตราการเผาผลาญ  98 เปอร์เซ็นต์ของบรรดานักลดน้ำหนัก มักจะได้รับน้ำหนักที่ลดไปกลับคืนมาภายในเวลา 5 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุสำคัญก็คือ เรื่องการเผาผลาญ เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าในทุกปีที่อายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญก็จะลดประสิทธิภาพลงด้วยเช่นกัน จากสถิติที่วิเคราะห์ในหนังสือ The Last 15 : A Weight Loss Breakthrough ของด็อกเตอร์ชูลแมน พบว่าในทุกๆ 10 ปี ระบบการเผาผลาญจะลดประสิทธิภาพลงถึง 5 เปอร์เซ็นต์ และแน่นอนว่าระบบร่างกายนี้เป็นสิ่งที่คุณไม่อาจแก้ไขได้เลย

เริ่มต้นที่ไหน : เริ่มต้นเลยที่การรับประทานอาหารของคุณ ต้องจัดการมันเสียใหม่ เปลี่ยนแปลงการรับประทานให้หมด และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการควบคุมอารมณ์ของคุณนั่นเอง ถ้าหากคุณจัดการจนน้ำหนักลดลง แล้วกลับไปรับประทานอาหารจำนวนมากอย่างที่เคยทำน้ำหนักของคุณก็จะไม่มีวันคงที่

2.อารมณ์ความเครียด จากการศึกษาของ Mental Foundation of Australia พบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรชาวออสซี่ล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาความเครียด ซึ่งความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งสารที่มีชื่อว่า "Cortisol" และส่งผลกระทบต่อระบบการเผาผลาญ ทำให้อัตราการย่อยช้าลง และยังทำให้ร่างกายต้องการอาหารหวานๆ ซึ่งเมื่อบริโภคมากเข้า อัตราน้ำตาลในเลือดก็เพิ่มขึ้น ทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มในที่สุด

เริ่มต้นที่ไหน : ทางแก้ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การลดอัตราการเกิดของ "Cortisol" ลดความเครียด เพื่อให้อัตราการเผาผลาญทำงานเป็นปกติ นอกจากนี้ คุณควรออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายได้หลั่งสาร อะดรินาลิน ทำให้สดชื่นแจ่มใส รวมถึงลดน้ำหนักได้ด้วย

3.เติมเต็มด้วยผัก และผลไม้ ผักและผลไม้มีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งแร่ธาตุ วิตามิน และแอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่า คุณควรรับประทานผักให้มาก และรับประทานผลไม้ในอัตราส่วนที่น้อยกว่า ทั้งนี้เพราะแม้ผลไม้จะมีประโยชน์มาก แต่มันมีน้ำตาลอยู่มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นการบริโภคผักจึงมีประโยชน์มากกว่า

เริ่มต้นที่ไหน : รับประทานผักที่เต็มไปด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น บร็อคโคลี่ ผักขม ถั่วเขียว ฟักทอง พริกไทย และอาร์ติโช้ค ส่วนผลไม้ ลองเลือกรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เป็นหลัก ทั้งสตรอว์เบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ลูกแพร์ แอปเปิ้ล กล้วย หรือส้ม เพราะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากกว่าประเภทอื่นๆ 

4.เริ่มต้นวันอย่างถูกต้อง มีการวิจัยเปิดเผยแล้วว่า คนที่เลี่ยงไม่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ จะมีอัตราเสี่ยงต่อน้ำหนักที่เพิ่มเติมมากกว่าคนธรรมดาถึง 4 เท่า ทั้งนี้เป็นผลมาจากอินซูลิน ซึ่งจะลดลงเมื่อคุณขาดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลง เพราะต้องการรักษาสารอาหารไว้ นอกจากนี้ ยังซึมซับไขมันได้ดีมากขึ้นด้วย เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด็อกเตอร์ชูลแมนกล่าวว่า "ใครก็ตามที่หลีกเลี่ยงอาหารเช้า จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณไม่จำเป็นต้องกินทันทีที่ตื่น แต่ควรกินหลังจากนั้นประมาณ 30-60 นาที จะช่วยสร้างสมดุลให้กับน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี"

เริ่มต้นที่ไหน : ข้อสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ อาหารเช้าไม่จำเป็นจะต้องเยอะมาก เต็มไปด้วยสารอาหารมากเกินไป ในวันหนึ่ง ร่างกายควรได้รับสารอาหารประมาณ 6,280 กิโลจูล ดังนั้น ในมื้อเช้า คุณควรได้รับสารอาหารประมาณ 1,300 กิโลจูลก็น่าจะเพียงพอ อาหารที่รับประทานควรจะมีผลไม้ ผักเป็นหลัก เพื่อช่วยสร้างผลดีต่อการตอบโต้ของอินซูลิน กล้วย และบลูเบอร์รี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราอยากแนะนำ 

5.ต้องมีโปรตีน โปรตีนไม่ได้มีคุณสมบัติแค่การช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยในการกระตุ้นฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "Glucagon" ซึ่งจะช่วยเรื่องอินซูลินได้ดี อีกทั้งยังช่วยต่อต้านไขมันได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญคือ ร่างกายไม่ได้ต้องการแค่โปรตีนอย่างเดียว มันต้องการทั้งผัก ผลไม้ และคาร์โบไฮเดรตด้วย แม้ว่าโปรตีนจะช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักได้ดี แต่มันไม่ควรอยู่ในทุกมื้ออาหารแน่ๆ ถ้าหากคุณคิดจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง

เริ่มต้นที่ไหน : โปรตีนที่เราอยากให้คุณเลือกเลยคือ เนื้อไก่ ปลา เนื้อวัวชิ้นบางมากๆ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดีๆ อย่างอัลมอนด์ ถั่วเขียว ไข่ นม ชีส โยเกิร์ต เต้าหู้ นมถั่วเหลือง และถั่วเลนทิล

6.ขนมปังที่จะขาดไม่ได้ บรรดาผลิตภัณฑ์จากขนมปังต่างๆ จะช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร ลดอัตราคอเลสเตอรอลได้ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าขนมปังทุกชิ้นจะทำได้เหมือนกันหมด มันขึ้นอยู่กับส่วนผสมอย่างแป้ง และน้ำตาลด้วย ซึ่งถ้ามีมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่ออัตราอินซูลิน น้ำตาลในเลือด และอาจเป็นตัวเพิ่มไขมัน ทำให้การลดน้ำหนักของคุณไม่ได้ผลเลยทีเดียว

เริ่มต้นที่ไหน : ก่อนจะเลือกขนมปัง คุณควรเช็คส่วนผสมให้ละเอียด เลือกแบบโฮลวีทจะปลอดภัยที่สุดและพยายามรับประทานมันให้ได้อย่างน้อยวันละมื้อ เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานที่จะใช้ได้ทนนาน ไม่ต้องรับอะไรเพิ่มในระยะเวลาอันใกล้

7.น้ำดื่มสำคัญ การที่ร่างกายของคุณขาดน้ำ ริมฝีปากแห้งผาก เท่ากับว่าระบบการเผาผลาญของคุณทำงานได้ไม่ดีเลย เพราะถ้าไม่มีน้ำ ตับของคุณจะมีปัญหาในการทำลายไขมัน ทางแก้ที่เหมาะสมคือ คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายของคุณทำงานได้อย่างเป็นปกติ

เริ่มต้นที่ไหน : ดื่มน้ำแก้วใหญ่ๆ ประมาณวันละ 4 ครั้งเป็นอย่างน้อย ปริมาณที่ควรดื่มก็คือวันละ 2 ลิตรและเมื่อไหร่ที่รู้สึกหิวน้ำ เท่ากับว่าร่างกายของคุณกำลังขาดแคลนน้ำอย่างมาก ให้รีบดื่มน้ำทันที

8.ระวังเรื่องแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในบางโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนติดแอลกอฮอล์ด้วย อย่างไรก็ตาม เชื่อเถอะว่าการดื่มมันเป็นประจำ จะสร้างปัญหาในการลดน้ำหนักให้คุณได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะอะไรน่ะหรือ ในระหว่างที่คุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ อัตราการเผาผลาญของร่างกายจะทำงานได้ช้าลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เมื่อการเผาผลาญอาหารไม่ดี ร่างกายของคุณก็เสี่ยงต่อการเพิ่มน้ำหนักด้วย

เริ่มต้นที่ไหน : ถ้าหากว่าจำเป็นต้องไปดื่มจริงๆ ขอให้ลองดื่มน้ำสะอาด ตามเข้าไปมากๆ หรือหลีกเลี่ยงไปดื่ม เครื่องดื่มอย่างไวน์แทน

9.ปิดครัวเมื่อหนึ่งทุ่ม หลายคนเมื่อลดน้ำหนักจะเกิดอาการอยากรับประทานของหวานๆ ในตอนกลางคืน แม้จะคิดว่าแค่นิดหน่อยไม่ได้มากมายอะไร แต่เมื่อคุณรับประทานบ่อยเข้าเป็นประจำทุกวัน ผลก็คือ ทำให้อินซูลินเพิ่ม และเป็นการสะสมของไขมันด้วย ดังนั้น ถ้าไม่อยากน้ำหนักขึ้น เมื่อเลยหนึ่งทุ่มไปแล้วไม่ควรรับประทานอะไรเข้าไปอีกเลยเพื่อให้ระบบของร่างกายทำการเผาผลาญอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เริ่มต้นที่ไหน : พยายามรับประทานอาหารให้บ่อยแต่ปริมาณไม่มากนัก ลองเพิ่มอาหารว่างมื้อบ่ายขึ้นอีกมื้อ และของว่างก็ควรเป็นของมีประโยชน์ อย่างเช่น แครอทสดกรอบ โยเกิร์ต หรือถั่วประเภทต่างๆ

    ปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ดีขึ้น


ที่มา : นิตยสาร madame figaro

เรียบเรียงโดย Never-Age.com


และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ never-age ใน Facebook ของเราได้ที่

http://www.facebook.com/neverage.fan

และ Twitter

twitter.com/Never_Age

 

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ
ความคิดเห็น

ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
โปรแกรมคำนวณ
© 2008 NEVER-AGE.COM ALL RIGHTS RESERVED.