สำหรับเกณฑ์คัดเลือกอาสาสมัครที่จะมาทดลองวัคซีนดังกล่าว นพ.วิชัยบอกว่า แบ่งเกณฑ์ออกเป็น 2 แบบ คือ เกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก โดยเกณฑ์คัดเข้า อาทิ บุคคลดังกล่าวต้องเป็นสัญชาติไทย มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และหากเป็นหญิงต้องไม่ตั้งครรภ์ เป็นต้น ขณะที่เกณฑ์การคัดออก อาทิ หากมีโรคประจำตัวจะไม่ได้รับการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นโรคหอบหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ เนื่องจากวัคซีนดังกล่าวต้องฉีดพ่นเข้าโพรงจมูก โรคปอดเรื้อรัง และในกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาทิ ป่วยด้วยโรคเอดส์ หรือคนที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน รวมทั้งหากแพ้โปรตีนจากไข่ก็จะไม่ถูกการพิจารณา
ในส่วนของอาสาสมัครจำนวน 424 คน จะแบ่งเป็นกลุ่มอายุแตกต่างกันไป โดยจะแบ่งการทดสอบเป็น 2 ระยะ คือระยะแรก จะทำการทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 24 คน ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 18-49 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนสุขภาพทั่วไปปกติ แข็งแรง ส่วนระยะที่สอง จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอายุ คือกลุ่มอายุระหว่าง 12-18 ปี จำนวน 100 คน กลุ่มอายุมากกว่า 18 ปี ไปจนถึง 45 ปี อีก 200 คน และกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปอีก 100 คน ทั้งหมดจะทำการทดสอบในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยหากเดินทางไปกลับ เพื่อมาพบนักวิจัยตามที่นัดหมายจะได้ครั้งละ 500 บาท ส่วนช่วงเวลาที่พักค้างคืนที่ศูนย์ทดสอบวัคซีน ซึ่งมี 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะได้ค่าตอบแทนประมาณครั้งละ 5,000 บาท สำหรับงบประมาณในการศึกษาครั้งนี้ อภ.จะเป็นผู้รับผิดชอบประมาณ 1 ล้านบาท
ถือเป็นความหวังของคนไทยกับการป้องกันโรคหวัด 2009 ซึ่งจะกลายมาเป็นโรคประจำถิ่น
ข้อมูลบางส่วนจาก มติชน
เรียบเรียงโดย Never-Age.com |