นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวภายหลังการประชุมเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่กรุงปักกิ่ง โดยวารสารแลนเซต, กระทรวงสาธารณสุขจีน และองค์การอนามัยโลก ซึ่งมีการเสนอรายงานการวิจัยในฮ่องกงว่า ผู้สูบบุหรี่ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะโรคไข้หวัดใหญ่ตามปกติหากได้รับยาก็จะสามารถหายเองได้ และหากไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็จะไม่มีอาการหนัก แต่พบว่ามีผู้ป่วย 12 ใน 27 คนที่ไม่มีประวัติเสี่ยงอื่น เกิดอาการปอดบวมแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้มีประวัติสูบบุหรี่ และรายงานชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่สูบบุหรี่หนักก็จะยิ่งเสี่ยงที่เกิดอาการรุนแรงได้มากขึ้น เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เชื้อยิ่งเข้าไปในปอดได้ลึกมากขึ้น
ถือเป็นการศึกษาชิ้นแรกที่ชี้ชัดว่าคนที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่น โดยผู้ป่วยในฮ่องกงประมาณ 1 ใน 200 คน ที่ตรวจพบการติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ เกิดอาการอย่างรุนแรง และ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยที่อาการอย่างรุนแรงเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อันได้แก่ หอบหืด, ถุงลมปอดพอง, เบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, อ้วน และการตั้งครรภ์
งานนี้ นพ.จอร์น แมกแคนซี นักไวรัสวิทยาจากเมลเบอร์น ได้นำเสนอว่า สารนิโคตินจะกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำและเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งทำให้เกิดปอดอักเสบจากไวรัสด้วย สอดคล้องกับ ศ.นพ.เฟนาริ เฮเดน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ที่ระบุว่า การสูบบุหรี่ทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้โดยที่ร่างกายไม่สามารถตรวจพบและจะเข้าไปทำลายปอดส่วนลึกได้ง่าย
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 10 ล้านคน คนเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ หากได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็จะเสี่ยงเกิดโรครุนแรงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ จึงอยากให้ผู้สูบบุหรี่ลดการสูบบุหรี่ลงในช่วงนี้ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ในสถานที่ชุมชนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นและอาการรุนแรงมากกว่า
ที่มา มติชน
